dhamma1.jpg

Home | Education | History | Activities's picture | Radio | Location | Project | News | Links

         Dhamma for You ธรรมะเพื่อคุณ

           "ธรรมะจากหลวงปู่ชา"
**ถ้าหากเอาดีไม่ได้ ก็จงไปตาย  หากยังไม่ตายก็จงเอาดีให้ได้*
If you are not good.You have to go to die.
If you aren't die. You must be a good person.

Wat Sri UK

 ทำอย่างไรเมื่อมีคนติเตียนและว่าร้าย

ข้อความจากพระสุตตันตปิฏก เล่ม ๑ ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

๑. พรหมชาลสูตร  เรื่องสุปปิยปริพาชกกับพรหมทัตตมานพ

[๑] ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้

สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาค เสด็จดำเนินทางไกลระหว่างกรุงราชคฤห์กับเมืองนาฬันทา

พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ประมาณ ๕๐๐ รูป แม้สุปปิยปริพาชกก็ได้เดินทางไกลระหว่างกรุง

ราชคฤห์กับเมืองนาฬันทา พร้อมด้วยพรหมทัตตมาณพผู้อันเตวาสิก. ได้ยินว่าในระหว่างทางนั้น. สุปปิยปริพาชก กล่าวติพระพุทธเจ้า ติพระธรรม ติพระสงฆ์ โดยอเนกปริยาย ส่วน พรหมทัตตมาณพอันเตวาสิกของสุปปิยปริพาชก กล่าวชมพระพุทธเจ้า ชมพระธรรม ชมพระสงฆ์ โดยอเนกปริยาย อาจารย์และอันเตวาสิกทั้งสองนั้น มีถ้อยคำเป็นข้าศึกแก่กันโดยตรง

ฉะนี้ เดินตามพระผู้มีพระภาคและภิกษุสงฆ์ไปข้างหลังๆ ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเสด็จเข้าไปประทับแรมราตรีหนึ่ง ณ พระตำหนักหลวง ในพระราชอุทยาน อัมพลัฏฐิกาพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์ แม้สุปปิยปริพาชก ก็ได้เข้าพักแรมราตรีหนึ่ง ใกล้พระตำหนักหลวงในพระราชอุทยานอัมพลัฏฐิกา กับพรหมทัตตมาณพผู้อันเตวาสิก ได้ยินว่าแม้ ณ ที่นั้น สุปปิยปริพาชก ก็กล่าว

ติพระพุทธเจ้า ติพระธรรม ติพระสงฆ์โดยอเนกปริยาย ส่วนพรหมทัตตมาณพ อันเตวาสิกของสุปปิยปริพาชก กล่าวชมพระพุทธเจ้า ชมพระธรรม ชมพระสงฆ์ โดยอเนกปริยาย 

อาจารย์และอันเตวาสิกทั้งสองคนนั้น มีถ้อยคำเป็นข้าศึกแก่กันโดยตรงฉะนี้ (เดินตาม พระผู้มีพระภาคและภิกษุสงฆ์ไปข้างหลังๆ) ครั้งนั้น ภิกษุหลายรูปลุกขึ้นในเวลาใกล้รุ่ง นั่งประชุมกันอยู่ ณ ศาลานั่งเล่น เกิดสนทนากันว่า ท่านทั้งหลาย เท่าที่พระผู้มีพระภาคผู้รู้เห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น ทรงทราบความที่หมู่สัตว์มีอัธยาศัยต่างๆ กันได้ เป็นอย่างดีนี้ น่าอัศจรรย์นัก ไม่เคยมีมา ความจริงสุปปิยปริพาชกผู้นี้ กล่าวติพระพุทธเจ้า ติพระธรรม ติพระสงฆ์ โดยอเนกปริยาย ส่วนพรหมทัตตนาณพอันเตวาสิกของสุปปิยปริพาชก กล่าวชมพระพุทธเจ้า ชมพระธรรม ชมพระสงฆ์ โดยอเนกปริยาย อาจารย์และอันเตวาสิก ทั้งสองนี้ มีถ้อยคำเป็นข้าศึกแก่กันโดยตรงฉะนี้ เดินตามพระผู้มีพระภาคและภิกษุสงฆ์ไป ข้างหลังๆ   ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาค ทรงทราบคำสนทนาของภิกษุเหล่านั้นแล้วเสด็จไปยังศาลานั่งเล่น ประทับ ณ อาสนะที่เขาจัดถวาย แล้วตรัสถามภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย

บัดนี้เธอทั้งหลายนั่งประชุมสนทนาอะไรกัน และเรื่องอะไรที่พวกเธอพูดค้างไว้ เมื่อตรัสอย่างนี้ แล้ว ภิกษุเหล่านั้นได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคดังนี้ว่า พระพุทธเจ้าข้า ณ ที่นี้ เมื่อพวกข้า พระพุทธเจ้าลุกขึ้น ณ เวลาใกล้รุ่ง นั่งประชุมกันอยู่ที่ศาลานั่งเล่น เกิดสนทนากันขึ้นว่า ท่านทั้งหลาย เท่าที่พระผู้มีพระภาคผู้รู้เห็นเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น ทรงทราบ ความที่หมู่สัตว์มีอัธยาศัยต่างๆ กันได้เป็นอย่างดีนี้ น่าอัศจรรย์นัก ไม่เคยมีมา ความจริง สุปปิยปริพาชกนี้ กล่าวติพระพุทธเจ้า ติพระธรรม ติพระสงฆ์ โดยอเนกปริยาย ส่วน พรหมทัตตมาณพอันเตวาสิกของสุปปิยปริพาชก กล่าวชมพระพุทธเจ้า ชมพระธรรม ชมพระสงฆ์โดยอเนกปริยาย อาจารย์และอันเตวาสิกทั้งสองนี้ มีถ้อยคำเป็นข้าศึกแก่กันโดยตรง ฉะนี้

เดินตามพระผู้มีพระภาคและภิกษุสงฆ์ไปข้างหลังๆ พระพุทธเจ้าข้า เรื่องนี้แลที่พวกข้าพระพุทธเจ้าพูดค้างไว้ พอดีพระองค์เสด็จมาถึง. พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย คนพวกอื่นจะพึงกล่าวติเรา ติพระธรรมติพระสงฆ์ ก็ตาม เธอทั้งหลายไม่ควรอาฆาต ไม่ควรโทมนัสน้อยใจ ไม่ควรแค้นใจในคนเหล่านั้น

ดูกรภิกษุทั้งหลาย คนพวกอื่นจะพึงกล่าวติเรา ติพระธรรม ติพระสงฆ์ ถ้าเธอทั้งหลายจักขุ่นเคือง โทมนัสน้อยใจในคนเหล่านั้น อันตรายจะพึงมีแก่เธอทั้งหลาย เพราะเหตุนั้นเป็นแน่ ดูกรภิกษุทั้งหลาย คนพวกอื่นจะพึงกล่าวติเรา ติพระธรรม ติพระสงฆ์ ถ้าเธอทั้งหลายจักขุ่นเคือง

หรือจักโทมนัสน้อยใจในคนเหล่านั้น เธอทั้งหลายจะพึงรู้คำที่เขาพูดถูก หรือคำที่เขาพูดผิดได้ ละหรือ?ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า ข้อนั้นเป็นไปไม่ได้ทีเดียว พระพุทธเจ้าข้า. พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย คนพวกอื่นจะพึงกล่าวติเรา ติพระธรรม ติพระสงฆ์ ในคำที่เขากล่าวตินั้น คำที่ไม่จริง เธอทั้งหลายควรแก้ให้เห็นโดยความไม่เป็นจริงว่า นั่นไม่จริง แม้เพราะเหตุนี้ นั่นไม่แท้ แม้เพราะเหตุนี้ แม้นั่นก็ไม่มีในเราทั้งหลาย และคำนั้น จะหาไม่ได้ในเราทั้งหลาย ดูกรภิกษุทั้งหลาย คนพวกอื่นจะพึงกล่าวชมเรา ชมพระธรรม ชมพระสงฆ์ เธอทั้งหลายไม่ควรเบิกบานใจ ไม่ควรดีใจ ไม่ควรกระเหิมใจในคำชมนั้น

ดูกรภิกษุทั้งหลาย คนพวกอื่นจะพึงกล่าวชมเรา ชมพระธรรม ชมพระสงฆ์ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้าเธอทั้งหลายจักเบิกบานใจ จักดีใจ จักกระเหิมใจในคำชมนั้น อันตรายจะพึงมีแก่เธอทั้งหลาย เพราะเหตุนั้นเป็นแน่ ดูกรภิกษุทั้งหลาย คนพวกอื่นจะพึงกล่าวชมเรา ชมพระธรรม หรือ ชมพระสงฆ์ ในคำชมนั้น คำที่จริง เธอทั้งหลายควรปฏิญาณให้เห็นโดยความเป็นจริงว่า นั่นจริง   แม้เพราะเหตุนี้ นั่นแท้ แม้เพราะเหตุนี้ แม้คำนั้นก็มีในเราทั้งหลาย และคำนั้นจะหาได้ใน เราทั้งหลาย.

จุลศีล

[๒] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็เมื่อปุถุชนกล่าวชมตถาคต จะพึงกล่าวด้วยประการใด นั่นมีประมาณน้อยนักแล ยังต่ำนัก เป็นเพียงศีล ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข้อที่ปุถุชนกล่าวชมตถาคต จะพึงกล่าวด้วยประการใด ซึ่งมีประมาณน้อย ยังต่ำนัก เป็นเพียงศีลนั้น เป็นไฉน?

[๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย อีกอย่างหนึ่ง เมื่อปุถุชนกล่าวชมตถาคต พึงกล่าวเช่นนี้ว่า

๑. พระสมณโคดม ละการฆ่าสัตว์ เว้นขาดจากการฆ่าสัตว์ วางทัณฑะ วางศาสตรามีความละอาย มีความเอ็นดู มีความกรุณา หวังประโยชน์แก่สัตว์ทั้งปวงอยู่.

๒. พระสมณโคดม ละการลักทรัพย์ เว้นขาดจากการลักทรัพย์ รับแต่ของที่เขาให้ ต้องการแต่ของที่เขาให้ ไม่ประพฤติตนเป็นขโมย เป็นผู้สะอาดอยู่.

๓. พระสมณโคดม ละกรรมเป็นข้าศึกแก่พรหมจรรย์ ประพฤติพรหมจรรย์ ประพฤติ ห่างไกล เว้นขาดจากเมถุนอันเป็นกิจของชาวบ้าน.

[๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย อีกอย่างหนึ่ง เมื่อปุถุชนกล่าวชมตถาคต พึงกล่าวเช่นนี้ว่า

๔. พระสมณโคดม ละการพูดเท็จ เว้นขาดจากการพูดเท็จ พูดแต่คำจริง ดำรงคำสัตย์ มีถ้อยคำเป็นหลักฐาน ควรเชื่อได้ ไม่พูดลวงโลก.

๕. พระสมณโคดม ละคำส่อเสียด เว้นขาดจากคำส่อเสียด ฟังจากข้างนี้แล้วไม่ไป บอกข้างโน้น เพื่อให้คนหมู่นี้แตกร้าวกัน หรือฟังจากข้างโน้น แล้วไม่มาบอกข้างนี้ เพื่อให้ คนหมู่โน้นแตกร้าวกัน สมานคนที่แตกร้าวกันแล้วบ้าง ส่งเสริมคนที่พร้อมเพรียงกันแล้วบ้างชอบคนผู้พร้อมเพรียงกัน ยินดีในคนผู้พร้อมเพรียงกัน เพลิดเพลินในคนผู้พร้อมเพรียงกัน

กล่าวแต่คำที่ทำให้คนพร้อมเพรียงกัน.

๖. พระสมณโคดม ละคำหยาบ เว้นขาดจากคำหยาบ กล่าวแต่คำที่ไม่มีโทษเพราะหู ชวนให้รัก จับใจ เป็นของชาวเมือง คนส่วนมากรักใคร่พอใจ.

๗. พระสมณโคดม ละคำเพ้อเจ้อ เว้นขาดจากคำเพ้อเจ้อ พูดถูกกาล พูดแต่คำ ที่เป็นจริง พูดอิงอรรถ พูดอิงธรรม พูดอิงวินัย พูดแต่คำมีหลักฐานมีที่อ้าง มีที่กำหนด ประกอบด้วยประโยชน์ โดยกาลอันควร.

[๕] ๘. พระสมณโคดม เว้นขาดจากการพรากพืชคาม และภูตคาม

[๖] ๙. พระสมณโคดม ฉันหนเดียว เว้นการฉันในราตรี งดจากการฉันในเวลาวิกาล.

๑๐. พระสมณโคดม เว้นขาดจากการฟ้อนรำ ขับร้อง ประโคมดนตรี และดูการเล่น อันเป็นข้าศึกแก่กุศล.

๑๑. พระสมณโคดม เว้นขาดจากการทัดทรงประดับและตบแต่งร่างกาย ด้วยดอกไม้ ของหอมและเครื่องประเทืองผิว อันเป็นฐานแห่งการแต่งตัว.

๑๒. พระสมณโคดม เว้นขาดจากการนั่งนอนบนที่นั่ง ที่นอนอันสูงใหญ่.

๑๓. พระสมณโคดม เว้นขาดจากการรับทองและเงิน.

 

                 วันคืนล่วงไป ๆ  บัดนี้ เราทำอะไรอยู่ ?

ประโยชน์ตนและประโยชน์ท่าน เราได้ทำแล้วหรือยัง?

หากยัง...จงรีบ..ก่อนที่มัจจุราชจะกระชากจากโลกไป

--------------------------------------------------------------------

A medicine for treating the ills of life

 

Dhamma (Teaching of the Buddha), when well practiced, is like a medicine for treating the ills of life, enabling us to live our lives well. The Buddha, as the proclaimed of the Dharma, it like a skillful doctor who prescribed particular medicines for particular illnesses. If a doctor is not skillful, even though he may have good medicine, he may prescribe it wrongly. His treatment will then not be very effective. If a doctor is skillfull and astute he will be very effective in treating his patients, because he thoroughly understands the properties of the various medicines.

 

Now I’ve heard it said, “This religion has been with us now for thousands      of years and yet we still see people fighting and in conflict. Evil still Bounds. Riligion seems incapable of dealing with it, it’s useless. We may as well dispense with it.” Some people see it like this.

  

It this idea of theirs true? They say that even though we’ve had this Buddhist religion for so many years, people are still corrupt, they still live in conflict. Religion seems powerless to stop these things; one can see no concrete  results from religion at all. Better to do away with it.

 

To these people I say, “The science of medicine has been with us for many thousands of years. Medicine is plentiful and there have been doctors curing illnesses throughout the ages, for thousands, even tens of thousands, of years. And yet we see disease and illness still abound. If what you say is true then  we must also say that the science of medicine is redundant, we may as well throw that out, too.”

           (Referance from “Helping Yourself To Help Others” Phra Debvedi

                                             (Prayudh Payutto

------------------------------------------------------------------------

แก้เคล็ด ปรับดวงชะตา

 

มีธรรมภาษิตให้ข้อคิดว่า

สุนักขัตตัง สุมังคะลัง ฯ  เมื่อใดสัตว์ทั้งหลาย ประพฤติดี เมื่อนั้น เป็นฤกษดียามดี

เรื่องชะตาชีวิตอย่าเชื่อจนงมง่าย  และอยาไม่เชื่อจนประมาทมัวเมา

ให้ถือภาษิตไทยที่ว่า รู้ไว้ใช่ว่าใส่บ่าแบกห่าม

ปรับดวงอาภัพคู่
     บางคนมีความรัก แต่มักผิดหวัง รักเขาแต่เขาไม่รัก หรือเขาก็รักแต่ไม่ได้อยู่ด้วยกัน หรืออยู่กันไม่ยืด หรือบางคนต้องอยู่โดดเดี่ยวอ้างว้างเพราะไม่พบเจอความรักเลยเป็นเวลานานหลายปี บางคนพบรัก มีคู่รักแต่ก็มีเหตุให้คลาดจากกันมิได้อยู่ครองคู่กัน อย่างนี้เรียกว่า ดวงอาภัพคู่ เหตุหนึ่งมาจากชาติปางก่อนมิได้ร่วมทำบุญกุศลกับคนรัก จึงขาดคู่สร้างคู่สมที่เกิดมาเพื่อจะเป็นคู่กันอีก

วิธีแก้เคล็ด
   1. ถวายสิ่งของเป็นคู่ที่วัด เช่น แจกันคู่ เชิงเทียน เทียนคู่ (9 คู่) ธงคู่ ผ้าคู่ หมอนคู่ เป็นต้น หรือบริจาคของเป็นคู่แก่คนอื่น
   2. ร่วมเป็นเจ้าภาพทำบุญเลี้ยงพระให้คู่บ่าวสาวในวันแต่งงานร่วมพิธีเลี้ยงพระตอนเช้า
   3. ถวายพวงมาลัยดอกรัก และดอกมะลิ ไหว้พระบูชาพระทุกสัปดาห์เป็นประจำ
   4. หาต้นรักไปปลูกลงดินในบริเวณวัด (อย่าปลูกไว้บริเวณบ้านเด็ดขาด)
   5. ถือพรหมวิหาร 4 คือเมตตา กรุณาต่อผู้อื่น ยินดีเมื่อผู้อื่นได้ดี เมื่อเห็นผู้อื่นได้ทุกข์ก็ไม่ซ้ำเติมเขา
   6. ปลูกไม้ดอกหอม และว่านต่างๆ เช่น เสน่ห์จันทร์ เป็นต้น


คู่ครองที่มีชะตาเป็นศัตรูกัน, ภพปัตนิตกภพวินาศ, หริ, มรณะ หรือดวงไม่สมพงศ์กัน
     พื้นดวงของคู่สมรสบางคู่เมื่อเอาเทียบกันแล้วอาจเป็นศัตรู หรือผูกดวงแล้วเจ้าเรือนปัตนิตกอยู่ในภพวินาศ ภพหริ หรือภพมรณะ ตามหลักโหราศาสตร์แล้วถือว่าไม่ดี จะเดือดร้อนเพราะคนรัก คู่รัก คู่ครอง นำความเสียหายมาให้ คู่ครองเป็นคนที่ต่ำต้อยหรือต่ำทราม มีคู่ครองมั่วสุมติดอบายมุข ติดยาเสพติด และการพนัน อาจเกิดการหย่าขาดกันกับคู่ครอง หรือไม่ก็ตายหนีจากกัน ได้คู่แล้วพบแต่ความทุกข์ ไม่มีความสุขในชีวิตสมรส คู่ครองทำให้หมดตัว ทำให้เกิดโทษ ชีวิตในการแต่งงานมีแต่เรื่องลึกลับ ซับซ้อน ยุ่งยากที่จะเข้าใจกันและกัน ฯลฯ

วิธีแก้เคล็ด (ทำอย่างใดอย่างหนึ่งหรือทั้งหมด)
   1. ให้อยู่กันแบบลับๆ
   2. ไม่จดทะเบียนสมรส หากจดก็ให้ฝ่ายหญิงเลือกใช้นามสกุลตัวเอง (ไม่ใช่นามสกุลสามี)
   3. ถ้าจดทะเบียนสมรสแล้ว (ทำข้อ 2 ไม่ได้) ให้อยู่ห่างกันบ่อยๆ เช่น ทำงานคนละที่ ไม่ได้เห็นหน้ากันตลอด 24 ช.ม.
   4. แยกห้องนอนกัน (เพื่อแก้เคล็ดเฉยๆ) เวลาอยากกุ๊กกิ๊กก็มาหากันได้
หมายเหตุ : ทำตามวิธีเหล่านี้พอแก้เคล็ดได้


ปรับดวงชะตาอ่อน มีแต่อุปสรรค
     ช่วงเวลาใดที่รู้สึกว่าชีวิตไม่ราบรื่น มีแต่อุปสรรคจู่โจมในหลายๆ ทางจนติดขัดไปหมด มิว่าจะเป็นการงาน หรือเรื่องเงินๆ ทองๆ ช่วงเวลานี้เรียกว่าเป็นดวงชะตาอ่อนกำลังแรง เช่น ถ้าช่วงนั้นดวงของคุณถูกพระศุกร์เข้าพระเสาร์แทรกก็จะเกิดอารมณ์ปรวนแปรง่าย จนเกิดทะเลาะบาดหมางกับคนอื่นไปทั่ว ช่วงที่ดวงอ่อนมักจะมีหลายเรื่องอยู่ในเกณฑ์ ตกคนโบราณจึงนิยมเรียกว่าดวงตกเมื่อดวงอ่อนการงานมักตกต่ำ ทำอะไรก็ผิดพลาดง่าย คนที่เคยรักและเอ็นดูเราก็กลับห่างเหินเมินหมางอย่างนี้เรียกว่า ตกเช่นกัน คนเคยเล่นพนันขันต่อได้ คนที่เคยจับงานใดเป็นเงินเป็นทอง เมื่อดวงชะตาอ่อนกำลังลงก็จะเป็นช่วง มือตกทำอะไรก็ไม่ขึ้น เหตุเกิดเพราะดาวเคราะห์ที่ให้โทษมาทับดาวราศีเกิด ต้องอดทนรอสักพักจึงจะดีขึ้นได้เมื่อดาวร้ายจรจากไป แต่วิธีแก้เคล็ดแก้เคราะห์ให้เรื่องหนักกลายเป็นเรื่องเบาลงก็มีแนวทางหลายประการเช่นกัน ดังต่อไปนี้


วิธีแก้เคล็ด
   ไปซื้อปลาไหลในตลาดสด นำไปปล่อยลงแม่น้ำใหญ่ ซื้อปลาไหล 9 ตัว หรือ 9 ตามแก่กำลังทรัพย์ของตน ปล่อยทุก 10 วัน ติดต่อกัน 7 ครั้ง


ปรับดวงคนป่วย
    
ความเจ็บป่วยนั้นเป็นเรื่องของสังขารที่เราต้องยอมรัก และหาทางรักษาเยียวยากันไปตามสภาพความเป็นจริง แต่ในกรณีที่เรารู้สึกว่าคนเจ็บป่วยนั้นยังเด็กเกิดกว่าจะนอนป่วยหนักอาการน่าเป็นห่วง หรือผู้ป่วยนั้นเป็นคนที่รักมากจนมิอาจทำใจได้เมื่อเห็นเขาป่วยหนักจนกลัวว่าเขาจะสู้กับอาการเจ็บป่วยนั้นไม่ได้ ก็สามารถพึ่งพาการทำบุญสะเดาเคราะห์ได้อีกทางหนึ่งเพื่อความสบายใจและบางครั้งการทำบุญแก้เคราะห์แก้กรรมก็สามารถช่วยปรับดวงได้หากดวงชะนั้นยังไม่ถึงคราวดับสูญ

วิธีแก้เคล็ด
   ปล่อยเต่า 3 ตัว หรือ 9 ตัว ทุก 7 วัน ต่อเนื่องไปเรื่อยๆ จนครบ 5 ครั้ง


เจ็บป่วยรักษาไม่หาย
     ถ้าคนในบ้านล้มป่วยโดยไม่ทราบสาเหตุ แม้ฉีดยากินยาแล้วก็ยังไม่หาย หากสงสัยว่าล้มป่วยเพราะไปลบหลู่ดูหมิ่นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ใดที่หนึ่ง ก็ต้องแก้เคราะห์ดังนี้

วิธีแก้เคราะห์
   1. จัดเครื่องสังเวยเป็นผลไม้และขนมหวาน ดอกไม้ ธูป เทียน ใส่ถาดไปตั้งวางที่กลางแจ้ง
   2. สวดขอขมาเทวดา 1 จบ
   3. เมื่อธูปหมดดอก (ใช้ธูป 9 ดอก) ให้นำเครื่องสังเวยไปไว้ที่ใต้โคนต้นไม้ใหญ่ วันต่อมาให้สวดมนต์บทขอขมาเทวดาวันละ 1 บท ต่อเนื่องกันไปอีก 6 วัน (เพื่อให้ครบสวด 7 บท 7 วัน) และในทั้ง 7 วันนี้ เมื่อสวดขอขมาเทวดาแล้วให้สวด บทอิติปิโส (คาถาสะเดาะเคราะห์ (ต่ออายุ)อีกวันละ 7 จบด้วย

บทสวดขอขมาเทวดา
อิติสุขะคะโต อะระหังพุทโธ นะโมพุทธายะ ปะฐะวีคงคา พรหมะเทวา อินทะเทวา
อังคะเทวา อาคันตุกะเทวะตา รุกขะเทวาพาลี ชัยยะมังคะลา อาจาริยัง อาจาริยะเทวา

มุณีสิทธา มาตาปิตุโร อะโรคะเยนะ สุขเขนะ จะ ขะมามิหัง สาธุ สาธุ สาธุ

คาถาสะเดาะเคราะห์ (ต่ออายุ)
อิติปิ โส ภะคะวา พระอาทิตย์เทวา วิญญาณะสัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวา พระจันทร์เทวา วิญญาณะสัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวา พระอังคารเทวา วิญญาณะสัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวา พระพุทธเทวา วิญญาณะสัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวา พระพฤหัสเทวา วิญญาณะสัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวา พระศุกร์เทวา วิญญาณะสัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวา พระเสาร์เทวา วิญญาณะสัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวา พระราหูเทวา วิญญาณะสัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวา พระเกตุเทวา วิญญาณะสัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวา อะระหัง
อิติปิ โส ภะคะวา สัมมาสัมพุทโธ
อิติปิ โส ภะคะวา วิชชาจะระณะสัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวา สุคะโต
อิติปิ โส ภะคะวา โลกะวิทู
อิติปิ โส ภะคะวา อะนุตตะโร ปุริสะทัมมะสาระถิ
อิติปิ โส ภะคะวา สัตถา เทวะมะนุสสานัง
อิติปิ โส ภะคะวา พุทโธ
อิติปิ โส ภะคะวา ภะคะวา ภะคะวาติ


ปรับดวงธุรกิจการงาน
     ตกงานเพราะสมัครงานไม่ได้ หรือถูกให้ออกจากงานมีงานทำแต่ไม่เจริญก้าวหน้ามีงานทำแต่มักทำงานผิดพลาดหรือมีอุปสรรคมาก ติดต่อเรื่องใดก็ติดขัดไม่สำเร็จ ลักษณะดังกล่าวนี้เป็นเพราะอยู่ในช่วงที่ดวงชะตาอ่อนจนมีผลกระทบในเรื่องการงาน แต่อีกปัจจัยหนึ่งก็ขึ้นอยู่กับวิถีการดำรงชีวิตของแต่ละบุคคลด้วย ถ้าไม่ขยันหางานทำ หรือไม่ตั้งใจทำงานจนเกิดผิดพลาด หรือก้าวหน้าช้า อย่างนี้แก้ดวงอย่างไรก็คงช่วยไม่ได้ แต่สำหรับคนที่ทุ่มเทอย่างจริงจัง แต่กลับรู้สึกว่ายังต้องเหนื่อยกว่าปกติธรรมดา อย่างนี้ก็ใช้วิธีแก้เคล็ดแก้ดวงได้ในระดับหนึ่ง

วิธีแก้เคล็ด
   1. ไปไหว้พระพรหมขอความสำเร็จในการงาน ให้อธิษฐานจิตอย่างตั้งใจ
   2. จัดเครื่องเซ่นกราบไหว้เจ้าที่เจ้าทางที่บ้าน จัดผลไม้ดอกไม้อีกชุดหนึ่งไหว้บูชา พระบนหิ้งที่บ้านด้วย
   3. ไปไหว้พระที่วัด เต็มน้ำมันตะเกียง บริจาคเงินร่วมสมทบทุนค่าน้ำ-ค่าไฟของวัด
   4. ไปกราบไหว้สมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง (เสด็จพ่อ ร.5) ถวายกุหลาบสีชมพู ธูป 9 ดอก
   5. ปล่อยปลาไหล


ปรับดวงหม่นหมองอับเฉา
     บางช่วงคนเราอาจไม่ได้มีปัญหาที่เรื่องการงาน และการเงินแต่ก็ประสบปัญหาในด้านอื่นๆ จนทำให้จิตใจมีแต่ความทุกข์ ความเศร้าเป็นอันมากหรือบางครั้งอาจเป็นทุกข์ไปเสียทุกเรื่อง มิว่าจะจัดทำอะไรเป็นไม่ได้ผลดีมีแต่เรื่องวุ่นวายยุ่งยากเกิดขึ้นเสมอ อย่างนี้ก็เรียกได้ว่าเป็นช่วงดวงชะตาอ่อนจนชีวิตมืดมิดอับเฉาหาความสุขใดมิได้เลย

วิธีแก้เคล็ด
   1. ไปกราบไหว้เจ้าแม่กวนอิม เทพผู้เมตตาและช่วยให้มนุษย์พ้นทุกข์พ้นภัย ๖ควรอธิษฐานงดกินเนื้อวัว หรือถือศีลกินเจเป็นเวลา 3-7 วัน ทุกเดือน)
   2. ทำสังฆทานทุกเดือนติดต่อกัน 3 เดือน
   3. ไปกราบไหว้พระที่วัดใกล้บ้าน ปิดทองคำเปลว ถวายธูป เทียน และพวงมาลัยดอกไม้ด้วย
   4. ไปกราบไหว้บรรพบุรุษผู้ล่วงลับ
   5. ทำบุญ บริจาคทาน
   6. ถือศีล 8 เคร่งครัด 7 วัน หรือไปนั่งสมาธิ หรือบวชชีพราหมณ์
   7. ทำบุญปล่อยปลา ปล่อยหอยขม


ปรับดวงเกิดอุบัติเหตุบ่อย หรือมีคดีความ
     ความประมาททำให้เกิดอุบัติเหตุได้ แต่ถ้าช่วงใดที่ชีวิตต้องประสบพบเจอแต่อุบัติเหตุต่างๆ บ่อยจนผิดปกติก็เป็นไปได้ว่าเหตุนั้นมีผลปัจจัย มาจากช่วงดวงอ่อนจนเคราะห์ภัยมาทับมาแทรกหรือช่วงใดที่ต้องขึ้นโรงขึ้นศาล เพราะตนเองหรือคนในบ้านมีคดีความก็ถือว่าต้องหาทางแก้เคล็ดแก้เคราะห์ เพื่อช่วยลดหนักเป็นเบาอีกทางหนึ่ง

วิธีแก้เคล็ด
   1. ไปซื้อโลงศพทำบุญทำทานให้ผู้เสียชีวิตที่อนาถา ไปทำบุญโลงศพได้ตามมูลนิธิต่างๆ
   2. ถือศีล 8 เคร่งครัด 7 วัน
   3. ทำบุญตักบาตรพระสงฆ์ตอนเช้า ถวายสังฆทาน
   4. ปล่อยปลา ปล่อยนก


การปล่อยสัตว์แก้เคล็ดปรับดวง
   - ควรไปซื้อนก ซื้อปลาจากตลาดสด
   - เลือกปลาที่ชะตากำลังจะหมด เพราะจะถูกคนซื้อไปฆ่าทำเป็นอาหาร และควรนำไปปล่อยที่แม่น้ำใหญ่จะดีกว่าลำคลองเล็กๆ
   - ควรปล่อยให้ลงท้ายด้วยเลข 9 หรือตามกำลังทรัพย์ที่สะดวก ถ้ามีเคราะห์หนักอยากปล่อยปลาเท่าอายุ เช่น 40 ก็สามารถทยอยปล่อยให้ครบจำนวน 40 ใน 1 เดือนก็ได้
   - ไม่จำเป็นต้องไปปล่อยที่วัด แต่เป็นที่ที่เราสะดวกก็ได้
   - เมื่อปล่อยสัตว์ใดแล้ว ต้องงดกินเนื้อสัตว์นั้นตลอดชีวิต

   1. ปล่อยปลาทั่วไป จุดประสงค์ เพื่อสะเดาะเคราะห์ ปรับดวงหม่นมัวให้สดใสรุ่งเรือง
   2. ปล่อยปลาข่อน จุดประสงค์ เพื่อสะเดาะเคราะห์ปรับดวงให้หมดเคราะห์หมดภัย
   3. ปล่อยปลาไหล เพื่อสะเดาะเคราะห์เพื่อให้ทุกอย่างราบรื่น ลื่นไหล พ้นจากอุปสรรค
   4. ปล่อยเต่า เพื่อสะเดาะเคราะห์ ขอให้คนที่เจ็บป่วยหายวันหายคืนและมีอายุยืนยาวต่อไป
   5. ปล่อยหอยขม เพื่อสะเดาะเคราะห์ ขอให้หมดทุกข์หมดโศก ขอให้เรื่องขมขื่นชอกช้ำใจบรรเทาและลบเลือนสิ้นไปในเร็ววัน
   6. ปล่อยนก เพื่อสะเดาะเคราะห์ ขอให้มีความสุขความเจริญ ทำสิ่งใดให้โชคดี และพ้นจากทุกข์ภัยต่างๆ
   7. ปล่อยปลาสวาย เพื่อเสริมดวงเสริมบารมี ขอความสำเร็จ ขอโชคขอลาภ


แก้เคล็ดสัตว์วิ่งตัดหน้ารถ
    มีว่าเดินทางไกลหรือใกล้ หากมีสัตว์วิ่งหรือเลื้อยตัดผ่านหน้ารถไปถือว่าเป็นลางไม่ดี คนโบราณถือว่าเป็นลางบอกเหตุเคราะห์ภัยอันตรายต่างๆ แต่บางครั้งก็เป็นลางดี

เคล็ดลาง
  
สัตว์ผ่านตัดหน้า จากซ้ายไปขวา จะมีโชคมีลาภ
  
สัตว์ผ่านตัดหน้า จากขวาไปซ้าย ไม่ดี จะมีภัย
   สัตว์มาชนรถ ทางด้านหน้า ไม่ดี ให้หาที่จอดรถริมทางสักพักแล้วค่อยเดินทางต่อในอีก 15-30 นาที
   สัตว์มาชนรถ ทางด้านขวา ไม่ดี-ไม่ร้าย แต่ให้เดินทางช้าลง และเพิ่มความระมัดระวังให้มากขึ้น
   สัตว์มาชนรถทางด้านซ้าย ไม่ดี ให้หยุดพักกราบดินเพื่อขมาและขอพรแม่พระธรณีก่อนเดินทางต่อไป
   สัตว์ชนรถทางด้านหลัง ถือว่าดี ให้เร่งเดินทางจะได้ประสบโชคลาภ


สิ่งของที่สามารถทำบุญถวายพระได้
    นอกจากซื้อถังเครื่องสังฆทานไปถวายพระภิกษุสงฆ์ที่วัดแล้วยังมีสิ่งของอีกมากมายที่พุทธศาสนิกชนคนไทยเราสามารถจะเลือกซื้อไปถวายได้เช่นกัน ถือเป็นการทำบุญถวายทานที่ได้บุญได้อานิสงส์มาก เพราะเป็นการถวายสิ่งของที่เป็นประโยชน์แก่พระภิกษุสงฆ์

   - ผ้าป่า ผ้ากฐิน ผ้าอาบน้ำฝน ผ้าไตรจีวร ผ้าจำนำพรรษา
   - ยารักษาโรค ตู้ยารักษาโรค เครื่องเสบียงอาหารแห้ง
   - เครื่องเขียน หนังสือธรรมะ โต๊ะ   -เก้าอี้
   - สลากภัต เทียนพรรษา ธูป   -เทียน
   - พระพุทธรูป บาตร ตาลปัตร โต๊ะหมู่บูชา
   - ธรรมาสน์ เสนาสนะที่นั่ง ที่นอนต่างๆ
   - ระฆัง กลอง สร้างหอระฆัง สร้างหอกลอง
   - สร้าง ซ่อมแซมกุฏิ สร้างห้องน้ำ ห้องส้วม
   - พัดลม นาฬิกา ร่ม รองเท้า กระโถน
   - โคมไฟ ไฟฉาย กระติกน้ำร้อน กาน้ำชา
 

 

harm01.jpg

PUJA: Chanting

***

            BUDDHAM PUJEMI.  Homage to the Buddha. (Bow)

            DHAMMAM PUJEMI.  Homage to the Dharma (Bow)

            SANGHAM PUJEM.Homage to the Sangha.  (Bow)

            VANDANA – Homage

          Namo tassa bhagavato arahato samma sambuddhassa.

          Namo tassa bhagavato arahato samma sambuddhassa.

          Namo tassa bhagavato arahato samma sambuddhassa.

          Homage to the Buddha, the blessed, noble and fully self-enlightened One.

            BUDDHAVANADANA-Salutation to the Buddha

          Iti'pi so bhagava araham, sammasambuddho, vijja carana

          sampanno, sugato, lokavidu, anuttaro purisadamma sarathi,

          sattha deva manussanam,buddho, bhagava'ti.

That Blessed one is such since he is accomplished, fully enlightened, endowed with clear vision and virtuous conduct, sublime, knower of the worlds, the incomparable leader of men to be tamed,the teacher of gods and men,enlightened and blessed.

          Ye ca Buddha atita ca          ye ca Buddha anagata

          Paccupanna ca ye Buddha    aham vandami sabbada

          Each day I humbly pay homage to - The Buddhas of ages past
The Buddhas to come - The Buddhas of the present.

          Na'thi me saranam annam     Buddho me saranam varam

          Etena saccavajjena     Hotu me jayamangalam.

No other refuge do I seek -Buddha is my matchless refuge.
By the power of this truth, may joyous victory be mine.

          Kayena vaca cittena    Pamadena maya katam

          Accayam khama me bhante   Bhuripanna tathagata

          If by way of thought, word or deed I have done anything unskillful,
Forgive me, Honoured One, the most wise Tathagata

DHAMMAVANDANA - Salutation to the Dhamma

          Svakkhato bhagavata dhammo, sanditthiko, akaliko,

          ehipassiko, opanayiko, paccatam veditabbo vinnuhiti.

Well expounded is the doctrine by the Lord, to be realised for oneself, with immediate fruit, inviting investigation, leading to Nibbana, to be comprehended by the wise, each by themselves.

          Ye ca dhamma atita ca          ye ca dhamma anagata

          Paccupanna ca ye dhamma aham vandami sabbada.

Each day I humbly pay homage to - The Dhamma of ages past
The Dhamma to come - The Dhamma of the present.

          N'atthi me saranam annam     Dhammo me saranam varam

          Etena saccavajjena      Hotu me jayamangalam

No other refuge do I seek.  The Dhamma is my matchless refuge.
By the power of this truth,   may joyous victory be mine.

          Kayena vaca cittena  Pamadena maya katam

          Accayam khama me Dhamma           Sanditthika akalika

If by way of thought, word or deed I have done anything unskillful,
Forgive me, Dhamma, self-realizable and timeless.

SANGHAVANDANA – Salutation to the Sangha

          Supatipanno  bhagavato savaka sangho.

          Ujupatipanno bhagavato savaka sangho.

          Nayapatipanno bhagavato savaka sangho.

          Samicipatipanno bhagavato savaka sangho.

          Yadidam cattari purisayugani atthapurisa puggala

          esa bhagavato savaka sangho

          ahuneyo pahuneyo dakkhineyo anjalikaraniyo

          anuttaram punnakkhettam lokassati.

Of good conduct, of upright conduct, of wise conduct, of dutiful conduct is the order of the Blessed One. This order of the disciples of the Blessed One - namely, the four pairs of persons and the eight kinds of individuals - are worthy of offering, of hospitality, of gifts, of reverential salutation and are an incomparable field of merit to the world.

          Ye ca sangha atita ca   Ye ca sangha anagata

          Paccupanna ca ye sangha     Aham vandami sabbada.

Each day I humbly pay homage to - The Sanghas of ages past
The Sanghas to come - The Sanghas of the present,

          N' atthi me saranam annam   Sangho me saranam varam

          Etena saccavajjena     Hotu me jayamangalam.

No other refuge do I seek. The  Sangha is my matchless refuge.
By the power of this truth,  may joyous victory be mine.

          Kayena vaca cittena     Pamadena maya katam

          Accayam khama me Sangha  Punnakkhetam anuttaram

If by way of thought, word or deed I have done anything unskillful,
Forgive me, Sangha, limitless field of merit.

METTA SUTTA – Discourse On Developing Goodwill

1.    Karaniyam attha kusalena yam tam santam padam abhisamecca,

      Sakko uju ca suju ca suvaco cassa mudu anatimani.

2.   Santussako ca subharo ca appakicco ca sallahukavutti,

      Santindriyo ca nipako ca appagabbho kulesu ananugiddho.

3.   Naca khuddam samacare kinci  yena vinnu pare upavadeyum,

      Sukhino va khemino hontu sabbe satta bhavantu sukhitatta.

4.   Ye keci panabhutatthi tasa va thavara va anavasesa,

      Digha va ye mahanta va mijjhima rassaka-nukathola.

5.   Dittha va yeva adittha ye ca dure vasanti aviddure,

      Bhuta va sambhavesi va sabbe satta bhavantu sukhitatta.

6.   Na paro param nikubbetha  natimannetha kathacinam kinci,

      Byarosana patighasanna nannamannassa dukkhamiccheya.

7.   Mata yatha niyam puttam ayusa ekaputtam anurakkhe,

      Evampi sabba bhutesu manasam bhavaye aparimanam.

8.   Mettanca sabba lokasmim manasam bhavaye aparimanam,

      Uddham adho ca tiriyanca asambadham averam asapattam.

9.   Titthan caram nisinno va sayanova yava tassa vigata middhq,

      Etam satim adhittheyya  brahmam etam viharam idha mahu.

10. Ditthinca anupagamma silava dassanena sampanno,
      Kamesu vineyya gedham na hi jatu gabbhaseyyam punareti' ti.

If you are wise and want to reach the state of peace, you should behave like this:
You should be upright, responsible, gentle and humble.
You should be easily contented and need only a few things.

You should not always be busy.
You should have the right sort of work.
Your senses should be controlled and you should be modest.

You should not be exclusively attached to only a few people.
You should not do the slightest thing that a wise person could blame you for.
You should always be thinking: May all beings be happy.
Whatever living beings there are, be they weak or strong, big or small, large or slender, living nearby or far away, those who have already been born and those who have yet to be born,
May all beings without exception be happy.
You should not tell lies to each other.
Do not think that anyone anywhere is of no value.
Do not wish harm to anyone, not even when you are angry.
Just as a mother would protect her only child at the risk of her own life,
So you should let the warmth of your heart go out to all beings.

Let your thoughts of love go through the whole world with no ill-will and no hate.
Whether you are standing, walking, sitting or lying down,
So long as you are awake you should develop this mindfulness.

This, they say, is the noblest way to live.
And if you do not fall into bad ways, but live well and develop insight,
And are no longer attached to all the desires of the senses,

Then truly you will never need to be reborn in this world again.

Sadhu!    Sadhu!    Sadhu!

(Well-spoken)

(ข้อเขียนเรื่องสั้น  โดย มหาบ้านนอก)
********

                                สามนาทีมีค่า  3 minutes for good life

ตอนที่ ๑   2 ชั่วโมงที่แมนเชสเตอร์

           วันหนึ่งข้าพเจ้าและเพื่อนได้เดินทางไปยังเมืองเฮอร์เดินฟิวส์ เพื่อปฏิบัติหน้าที่ของพระธรรมทูต และได้ผ่าน เมืองแมนเชสเตอร์   ทั้งยังรอรถไฟ ประมาณ ๔ ชั่วโมง  ในช่วงที่มีเวลาข้าพเจ้าก็นั่งพักที่สถานีรถไฟ  และบังเอิญก็นั่งรอ ในสถานที่ ไม่ไกลจากห้องน้ำ และเห็นคนเข้าห้องน้ำคนแล้วคนเล่า  ที่จริงไม่ได้ตั้งใจดูหรอก แต่ที่นั่งมันหันหน้าไปทางนั้น    และก็ใช้เวลาที่มีอยู่ อ่านหนังสือ และสังเกตคนที่เดินผ่านไปเพื่อเข้าห้องน้ำ  ทางเข้าห้องน้ำ นั้นคนที่จะเข้าห้องน้ำจะต้องหยอดเหรียญ ๒๐  เพนนีก่อน  ก็เห็นหลายคนหยอดเหรียญแล้วเข้าไป  และเห็นหลายคน ไม่ยอมจ่าย เข้าด้วยการข้าม  บางคนก็รอดเข้า  เจ้าหน้าที่ตำรวจมาเข้าก็ไม่จ่ายแต่ใช้วิธี ผลักที่กั้นออกมาด้านนอก เหมือนตอนที่คนเดินออก   

          

               ข้าพเจ้าสงสัยแกอยู่ที่สถานที่นั้นนาน และใช้ห้องน้ำนั้นบ่อย  บางคนก็ยืนทานขนมปังหน้าห้องน้ำนั้นเอง  หน้าทางเข้าห้องน้ำนั้น  ทุกสองชั่วโมง ก็มีเจ้าหน้าที่ใช้เครื่องทำความสะอาด แบบรถเข็น สถานที่นั้นจึงสะอาดอยู่ตลอด และมีบรรยากาศดี  เพราะมีต้นไม้ดูจะเหมือนต้นลาน ในกระถางใหญ่  และมีที่แลกเหรียญ  ในที่ไม่ไกลกันก็มีตู้โทรศัพท์  จำนวน ๕ ตู้เรียงกันอยู่  ห่างจากตู้โทรศัพท์ก็มีร้านชากาแฟและอาหารว่าง บริการ   

              ข้าพเจ้ามองหลาย ๆ สิ่ง ที่อยู่รอบด้าน  และที่ต้องเห็นมากที่สุด ตลอด ๔ ชั่วโมง คือ ทางเข้าห้องน้ำ   ก็ทำให้เกิดข้อคิดว่า อาหารทุกอย่างจะอร่อยแค่ไหน  สุดท้ายก็ต้องคลายกากออก     

            มองไปทางร้านขายอาหาร  ทุกคนกินข้าว หรืออาหารแม้จะอร่อยแค่ไหน สุดท้ายก็ต้องดื่มน้ำเปล่า จึงสมบูรณ์   ในจำนวนผู้คนที่เข้าห้องน้ำ มีผู้หญิงคนหนึ่ง  เธอลากกระเป๋าเข้าไปพร้อม เมื่อเธอหยอดเหรียญและก็เดินเข้าไป  ตัวเข้าได้แต่กระเป๋าติด  เธอก็ร้องอุทานว่า  “Oh  my  god !”   ข้าพเจ้าก็เลยมานึกถึงคนที่เป็นชาวพุทธเวลาเกิดเหตุการณ์แบบตกใจ ก็จะอุทานออกมาเหมือนกัน  บางคนก็อุทานว่า โอ  พุทโธ  ธัมโม สังโฆ  บางคนก็อุทานว่า ชะยาสะนากะตา พุทธา  แต่บางคนเล่า ก็ติดจากฝรั่ง ว่า โอ มาย ก็อด ! ”คำอุทานในเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นใจเรา แล้วเปล่งออกมา  ทำให้เรามีที่พึ่งทางใจหรือทำให้บายใจ

                และทุกครั้งที่เราได้สวดมนต์ตั้งนะโม ตัสสะ  ภะคะวะโต  อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ  ใจของเรารู้สึกเกิดความมั่นใจ และยิ่งรู้ความหมายของการสวดหรือภาวนา  ก็ยิ่งเกิดสติปัญญาและ เป็นสมาธิ    ดังนั้น เราควรจะรู้ความหมายแห่งธรรมบทสวดมนต์ด้วย  ความหมายของคำว่า  นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต  อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ   แปลว่า  ขอความน้อมนอบจงมีแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า  พระองค์นั้น ผู้เป็นพระอะระหันต์  ตรัสรู้ชอบได้โดยพระเอง

               คำว่าพุทธะ (พระพุทธเจ้า)  โดยอักษร  ซึงหมายถึง ผู้ตรัสรู้ หรือผู้  ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน  เป็นพระนามที่ทรงเกียรติ ที่นักปราชญ์มอบถวายแก่พระองค์  ผู้ได้ทรงค้นพบสัจธรรมและทรงเผยแผ่แก่มวลมนุษยโลก  สัจธรรม อันประเสริฐนี้ ฝรั่งเรียกว่า พระพุทธศาสนา   พระพุทธเจ้าไม่ใช่เทวดาหรือนักพยากรณ์  หรือ เป็นอวตารของพระเจ้าองค์ใด 

              แต่หากพระองค์ทรงเป็นมนุษย์ผู้ประเสริฐ ได้ตรัสรู้ อริยสัจธรรมและมีปัญญาอันเยี่ยม คือ  โลกุตตรปัญญา  ด้วยความเพียรพยายามของพระองค์เอง  และทรงเป็นพระศาสดา ซึ่งไม่มีใครเสมอเหมือนในความหมาย  พระองค์ทรงเป็นตถาคต  คือ ผู้ตรัสรู้ชอบโดยพระองค์เองแล้ว  และทรงสั่งสอนเวไนยสัตว์ แสดงวิธีปฏิบัติในการช่วยตอนเองแก่ผู้ปฏิบัติตาม   คำสอนสอนของพระองค์ เรียกว่า พระธรรม  ส่วนหมู่ชนที่ปฏิบัติตามคำสอนขององค์และบรรลุธรรมตามสมควรแก่การปฏิบัติ เรียกว่าพระสงฆ์ 

 

ชีวิตคือการเดินทาง ๑

 

ตอน  ตกเครื่องบิน  (จากอังกฤษ ถึงสวิตเซอร์แลนด์)

 

                การเดินทางของชีวิต ดูเหมือนจะเป็นปกติ ของชีวิตมนุษย์เราทั่วโลก  ตั้งแต่ดึกดำบรรพ์ จนถึงปัจจุบัน คนทางโลกตะวันตกก็เดินทางไปซีกโลกตะวันออก ๆ  ก็เดินทางไปโลกตะวันตก  หมุนเวียนเปลี่ยนกันไป  เป็นวัฏจักร  หากมามองทางพุทธธรรมเกี่ยวกับการเวียนว่ายตายเกิด  มนุษย์ก็ไปเกิดเป็นสัตว์บ้าง สัตว์ก็มาเกิดเป็นมนุษย์บ้าง  มนุษย์ก็ไปเกิดเป็นเทพบ้าง  เทพเองก็มาเกิดเป็นมนุษย์บ้าง  พรหมโลก  พวกพรหมก็จุติมาเกิดเป็นมนุษย์บ้าง  หมุนเวียนกันไปตามเหตุปัจจัยของสังสารวัฏ อันยาวนาน  ดังมีคำบาลีว่า   หิ  มาตาปิตโร    ปุตตธีตา จ  สังสาเรในสังสารวัฏ การเวียนว่ายตายเกิดนี้  คนที่ไม่เคยเป็นพ่อแม่ เป็นบุตรธิดาของกันและกัน  ย่อมไม่มี  แสดงให้เห็นว่า ความยาวนานของการเวียนว่ายตายเกิดในสงสารนี้ ช่างยาวนาน  เกินกว่าจะนับได้  กองกระดูกหากจะนำมารวมกัน มีมากสูงกว่าภูเขา  น้ำตาที่ไหลออกของสัตว์ทั้งหลาย มารวมกันมากกว่าน้ำในมหาสมุทร  ในขณะที่สัตว์ทั้งหลาย เกิดแล้วตาย ตายแล้วเกิด เมื่อได้ยินบทธรรมนี้แล้ว  ก็ทำให้เกิดความสลดใจในการเดินทางของชีวิต  เหมือนคนที่เดินทางอันยาวไกลด้วยเท้าเปล่า  กว่าจะถึงจุดหมาย ก็เหนื่อยแสนทรมาน 

            สำหรับพระธรรมทูตไทยในต่างแดน ที่ถูกส่งไปปฏิบัติงานในต่างแดน หรือสมัครใจไปเพื่อทำงานพระศาสนาในต่างแดน  การเดินทางก็เป็นเหตุปัจจัยทำให้พบเห็น  สังคมวัฒนธรรมที่แตกต่าง  ความรู้สึกนึกคิดของคนที่หลากหลาย นิสัยใจคอที่ต่าง  ก็ต้องเปลี่ยนแปลง  ปรับตนเอง ให้เข้ากับสภาพแวดล้อม ภูมิอากาศ ก็ต้องทำเพื่อความอยู่รอดของชีวิต  แต่ไม่ให้ผิดธรรมวินัย

            ตอนบ่ายของวันเสาร์วันหนึ่ง ข้าพเจ้าและหลวงพ่อสมบูรณ์ พระเถระแห่งมิดแลนด์  เมืองอังกฤษ ที่อยู่จำพรรษามานมนานถึง ๓๐ กว่าปี และเพื่อนอีกรูป  มีภาระกิจที่ต้องไปร่วมงานสัมมนาพระธรรมทูตไทยในต่างแดน  จากไทย  อเมริกา  พร้อมในยุโรป มีการจัดสัมมนาที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์โดยวัดศรีนครินทรวราราม และมหาวิทยาลัย มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย คณาจารย์ ตั้งแต่เจ้าคุณอธิการบดี พระเทพโสภณ ( ประยูร  ธัมมจิตโต) ท่านอาจารย์เจ้าคุณพระสุธีวรญาณ (ณรงค์ จิตตโสโณ)   รองอธิการบดี ท่านอาจารย์เจ้าคุณพระศรีปริยัติโมลี (สมชัย กุสลจิตโต) ท่านพระอาจารย์มหาต่วน  สิริธัมโม และคณาจารย์เจ้าหน้าที่ฝ่ายกิจการต่างประเทศฯ  แต่ขณะที่กำลังเดินทาง เพื่อไปสวิตฯ

               ตอนเช็คอิน เพื่อขึ้นเครื่องบินไปสวิตฯ  เมื่อเจ้าหน้าที่มาเช็คตั๋ว ใช้เวลาเช็คตั๋วนาน  แล้วที่สุด เขาบอกว่า พวกคุณไม่มีวีซ่า แม้เราจะอธิบายอย่างไร ว่า พาสปอร์ตของเรา ไม่ต้องการวีซ่า เป็นพาสปอร์ตราชการ Official passport (Diplomatic, Service and Special) แต่เจ้าหน้าที่เขาไม่ยอม  เขาให้เราขอเอกสารจากประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เมื่อปัญหา การแก้ปัญหาก็ต้องใช้เวลา ข้าพเจ้าก็เลยโทรศัพท์ไปหาเจ้าอาวาสที่ไปประเทศสวิตเซอร์แลนด์ล่วงหน้าก่อน ให้ส่งเอกสารมาให้ที่สนามบินเมืองลูตั้น 

            ขณะที่รอเอกสารส่งมาทางแฟกซ์กาลเวลาก็ผ่านเลย จนเครื่องบินออก  จนตะวันลับขอบฟ้า เจ้าหน้าที่คนใหม่ก็มาพูดกับพวกเราแล้วขอโทษที่ทำให้เสียเวลา  หลวงพ่อพระเถระก็บอกเขาว่า ไม่เป็นไรหรอก และเขาก็บอกให้มาขึ้นตอนเช้า เที่ยวตอนเช้าแทน ความจริงท่านเคยบอกว่า  หลวงพ่อตกเครื่องบินบ่อยมาก ขนาดจากเมืองไทยจะมาอังกฤษ ท่านก็ตกที่เมืองไทยแหละ  เขาว่าท่านไม่มีวีซ่าอังกฤษ  ท่านก็ไม่เถียง ไม่ให้ขึ้นก็ไม่ขึ้น  แต่ที่เป็นจริงท่านอยู่อังกฤษมาตั้งสามสิบกว่าปีแล้ว  ท่านเป็นผู้เข้าประเทศอังกฤษโดยไม่ต้องมีวีซ่า เพราะท่านมีวีซ่าถาวรแล้ว  ในกรณีที่สนามบินลูตั้น เมืองผู้ดี ข้าพเจ้ากับหลวงพ่อและเพื่อนก็ตกเครื่องบินโดยปริยาย  และต้องหาโรงแรมที่พักอยู่ใกล้สนามบิน           

          กาลเวลาก็ผ่านไป ๑  วันคืน  ตอนเช้าก็ จึงได้เดินทางไปถึงสวิตเซอร์แลนด์ตามเป้าหมาย  แต่การตกเครื่องบินนี้  มันเป็นบทเรียนที่ราคาแพงพอสมควร พอเจ้าอาวาสวัดพุทธวิหารแอสตัน  อังกฤษทราบก็เอาเรื่องสายการบิน  ทำหนังสือร้องเรียน ในกรณีที่ทำให้พระต้องเสียเวลาในการเดินทาง  ทางบริษัทการบินต้องรับผิดชอบ  เพื่อเป็นกรณีตัวอย่างแก่พระหรือคนที่มีหนังสือเดินทางราชการไทย จะได้เดินทางสะดวก และสายการบินเขาจะได้รับทราบ 

            ตามหลักเกณฑ์ที่ทางรัฐบาลได้ตกลงกันไว้ ระหว่างประเทศในยุโรป มี ๓๓ ประเทศ ในยุโรป ที่พระธรรมทูตที่มีหนังสือเดินทางราชการ ไม่ต้องมีวีซ่า  สามารถเข้าได้  อยู่ได้ถึงสามเดือน หลังจากกลับจากประเทศสวิตฯ  ผลการดำเนินการเรียกร้อง หรือฟ้องสายการบินก็เกิดขึ้น 

           ในที่สุดทางเราก็ได้รับความเป็นธรรมจากบริษัทสายการบิน Easy jet ต้องจ่ายค่าเสียหายแก่ผู้โดยสาร  เพื่อเป็นกรณีตัวอย่างในการเดินทางของพระสงฆ์ หรือราชการไทยที่มีหนังสือเดินทางราชการ   นี้แหละท่านว่า รู้ก่อนเอาไว้กัน รู้ทันเอาไว้แก้  รู้แน่ๆเอาไว้ใช้ทั้งแก้และกัน

 ชีวิตคือการเดินทาง ๒     

 ตอน จากเบอร์มิงแฮม ถึงเยอรมัน

 

ข้าพเจ้าเคยได้ยินคำภาษิตที่พระท่านเทศน์ว่า ชีวิตคือการเดินทางเรือนร่างคือที่อาศัย ภพน้อย ภพใหญ่ที่เราเกิดเราตาย นับไม่ถ้วน น้ำตาของสัตว์โลกมีมากกว่าน้ำในมหาสมุทร เมื่อยามร้องไห้เสียใจพิไรรำพันเมื่อเกิดการสูญเสีย หรือพลัดพรากจากกัน

 

ข้าพเจ้าเองก็ยังสงสัยตลอดเวลาว่า การเดินทางของชีวิตเป็นอย่างไรนะ ทำไม ต้องมีการเดินทางด้วยนะ  ก็เริ่มจะรู้และเข้าใจว่า  ทำไมนะ  ชีวิตของคนเราต้องเดินทาง  พอมานึกถึงชีวิตตนเอง  ย้อนถอยหลัง เมื่อเป็นเด็ก  เคยเห็นคนจีนมาแลกขวดตามหมู่บ้าน  ก็เกิดความสงสัยว่า อาเเป๊ะมาจากไหน  ก็ได้ยินผู้ใหญ่ว่า มาจากเมืองจีน  ก็ยังสงสัยว่า  ทำไม มาจากเมืองจีน  แล้วจีนอยู่ที่ไหน  ก็สงสัยตามประสาเด็ก อยากรู้อยากเห็น ก็ได้ยินคำตอบว่า มาจากไกล  ก็อุตส่าห์สงสัยต่อว่า มาถึงที่เมืองไทยได้อย่างไร  ก็ได้ยินคำตอบว่า  ลงเรือมา  ก็เริ่มรู้จักคนจีนนิด ๆตั้งแต่นั้นมา เมื่อวัยย่างเข้า ๑๕  หยก ๆ  ๑๖ หย่อน ๆ ก็ได้มีโอกาสมาบวชเรียนเขียนตามประเพณี ไทย ก็เจอฝรั่งมั่งค่า  หน้าตาไม่เหมือนคนจีน ไม่เหมือนคนไทย  ตัวใหญ่  จมูกโด่ง  ก็สงสัยว่าเขามาจากไหน  มาอย่างไร ก็ได้ยินคำตอบว่า  มาจากเมืองนอก  มาเที่ยวที่เมืองไทย  และกลุ่มแรกมาที่เมืองไทยในสมัยสงครามโลกครั้งที่ ๒ สมัยที่ข้าพเจ้าไม่รู้ว่าเป็นลมเป็นแล้งเกิดอยู่ที่ไหน  ก็สงสัยเหมือนเดิมว่า  การเดินทางมาที่เมืองไทยของคนเมืองนอกมาได้อย่างไรนะ  และทำไม ต้องมาด้วย  เรื่องความสงสัยมันเกิดอยู่เรื่อย ๆ และก็ต้องหาคำตอบอยู่เรื่อย ๆ  ตามประสาคนสงสัย  มีช่วงหนึ่งไม่อยากจะสงสัยอะไรมากนัก  เพราะตอนเรียนพุทธประวัติหรือ ประวัติของพระพุทธเจ้าว่า  ตอนพระพุทธเจ้าประสูติ ทำไมถึงเดินทางตั้ง ๗  ก้าว  และพูดได้ด้วย ตั้ง    ประโยคก็สงสัย  แต่ฟังเหตุผลก็เลยหายสงสัยบ้าง อาจารย์ท่านก็อธิบาย  ถึงเหตุที่เราคนธรรมดามีกิเลส ไม่ต้องคิด  หรือไม่ต้องสงสัย มีอยู่    ข้อ  คือ 

 ๑.วิสัยของธรรมชาติ  .วิสัยของผู้มีฤทธิ์มีพระพุทธเจ้าเป็นต้น ๓.วิสัยของกรรม ๔.วิสัยของผลวิบากกรรม  เหตุ    อย่างนี้  ไม่ต้องคิดมาก 

 ภาษาบาลีว่า  อจินเตยยะภาษาเยอรมันว่า  นิกโซฟิน ตังเกิ้ล ภาษาอังกฤษว่า  “Don’t  think too mush“ ไม่ต้องคิดมากเพราะถ้าคิดไป ก็เข้าทำนองคนบ้า  ยกตัวอย่างว่า  ฝนตก  หากไปสงสัยอยู่เรื่อยว่า  ทำไมฝนต้องตกที่นี้  ทำไมที่โน้น ไม่ตก  แดดออก ทำไมออกที่นี้  ที่โน้นทำไม ไม่ค่อยมีแดด

ความเป็นไปตามกระแสธรรมชาติ  ก็เป็นไปอย่างนั้นนั่นเอง  เรารับรู้ไว้ได้  แต่ไม่ต้องคิดมากมาก ว่า ทำไมต้องเป็นอย่างนั้น เป็นอย่างนี้  เพราะธรรมชาติ ก็มีความเป็นไปตามกระแสของเหตุปัจจัย  คนตัดต้นไม้เยอะ พื้นที่แห้งแล้ง  มีแต่ทะเลทราย พื้นที่ตรงนั้นไม่มีความชุ่มฉ่ำ  ไม่มีไอแห่งความเย็นที่จะดูดสายฝนให้ตกลงมาฝนก็ไม่ตกเป็นเหตุผลของธรรมชาติ  และอย่างหนึ่ง  ธรรมชาติของนก  ก็ย่อมบินได้  ธรรมชาติของปลาก็ว่ายน้ำ  อยู่ในน้ำ ธรรมชาติของเต่า  ก็อยู่ได้ทั้งบกและน้ำ  ธรรมชาติของวัว  หรือ โค เกิดได้ไม่กี่นาทีก็เดินเหินได้  วิสัยของธรรมชาติ ก็มีความเป็นอย่างนั้น นั้นเอง วิสัยของอัจฉริยบุคคล  และพระโพธิสัตว์ผู้ที่มาตรัสรู้เป็นพุทธะ หรือ วิสัยของผู้มีฤทธิ์ก็เป็นอย่างนั้นเอง   . วิสัยของกรรมที่บุคคลสร้าง  ก็เป็นไปตามเหตุผลของกรรม  คนที่ทำร้ายผู้มีพระคุณ  หรือทำกรรมหนัก กล่าวถึงอกุศล  ตามหลักพุทธธรรมกล่าวถึงกรรมหนักไว้ ๕ เรียกว่า  อนันตริยกรรม  กรรมหนัก  กรรมที่ทำเป็นบาปหนักที่สุด ตัดทางสวรรค์ ตัดทางนิพพาน, กรรมที่ให้ผลคือความเดือดร้อนไม่เว้นระยะเลย มี ๕คือ

๑. มาตุฆาต  ฆ่ามารดา 

. ปิตุฆาต  ฆ่าบิดา 

. อรหันตฆาต  ฆ่าพระอรหันต์ 

.โลหิตุปบาท ทำร้าย พระพุทธเจ้าจนถึงยังพระโลหิตให้ห้อขึ้นไป   

.สังฆเภท ทำสงฆ์ให้แตกกัน

 

          ในเรื่องวิสัยของผลของกรรม  เราก็ไม่สามารถที่จะรับรู้ได้  หากจะถามว่า  ทำไมคนเราจึงมีความแตกต่างกัน  ทำไมบางคน มีความสุข  บางคนมีทุกข์อยู่ร่ำไป บางคนพิกลพิการ ทรมานแสนสาหัส  ก็ล้วนแต่เกิดจากผลวิบากของกรรม  ผลของกรรมที่เกิดขึ้นก็เป็นไปตามกระแสกรรม  เรียกได้ว่า กรรมจัดสรร หรือผลวิบากในฝ่ายดี  ก็เรียกว่า  บุญจัดสรร  หรือ ธรรมจัดสรร พูดถึงการเดินทางของชีวิต  ก็อยู่ลักษณะของกรรมจัดสรรเหมือนกัน  ข้าพเจ้าเกิดอยู่ในเขตปลายแดน  หรือ ชนบท  เรียกตามภาษาไทยแท้  คือ  บ้านนอก ก็ไม่เคยคิดมาก่อนว่า จะมาอยู่เมืองนอก  เพราะความคิดที่เป็นมโนกรรมเกิด ก็เลยส่งผลให้เดินทางมาถึงเมืองนอก คืออังกฤษ และเดินทางไปประเทศสวิตเซอร์แลนด์ อีกทั้งประเทศฮอนแลนด์  แล้วกรรมส่งผลให้มาอยู่ที่เยอรมันนี้แหละ วันแรกที่ก้าวเดินทางออกจากเมืองผู้ดี ขึ้นเครื่องบินด้วยสติ ความรู้สึกตัว บอกกับตัวเองว่า  เราต้องเดินทางอีกแล้วนะ จะไปเมืองฮิตเลอร์ เก่า  การเดินทาง คนเดียวทุกครั้ง ๆ  ก็รู้สึกเปลี่ยว ๆ นิดหน่อย แต่ไม่น้อยใจในวาสนาว่า เราเป็นมหาบ้านนอก  อยู่อังกฤษ ครบ ๑ ปี ภาษาเริ่มจะเข้าที่เข้าทาง  ก็ต้องเดินทางไปเยอรมนี ที่สนามบินเบอร์มิงแฮม 

          วันนั้นเจ้าหน้าที่หญิงสาวชาวอังกฤษ คิดว่าอายุราว ๒๔๒๕ ปี  ดูยิ้มแย้ม แจ่มใส พูดจาดีกับข้าพเจ้า คนรอบๆ  ข้างทุกคนก็หันมามองข้าพเจ้าพร้อมกับมีรอยยิ้มให้ แสดงความเป็นมิตร  ข้าพเจ้าเองก็พลอยอมยิ้มและกล่าวทักทายเขาด้วย   เมื่อเช็คอิน และดูหนังสือเดินทางข้าพเจ้าแล้ว หล่อนก็เริ่มสงสัยว่า จะไปเยอรมันทำไมไม่มีวีซ่า ข้าพเจ้าก็บอกว่า 

               หนังสือเดินทางของเราไม่ต้องการวีซ่า เพราะเป็นราชการ  หล่อนก็ยังลังเล  และขอให้เรารอสักครู่  ข้าพเจ้าก็นึกเล่น ๆ  โอ้  เวลาเดินทางไปสู่โลกอื่น ยมบาล ยมทูตคงจะเช็ควีซ่าสวรรค์นรกเหมือนกันล่ะนะ  ประมาณ ๒๐ นาที หล่อนออกมา ดูสีหน้าตกอยู่ในอาการลังเล เหมือนกับหญิงสาวชาวเมืองลูตัน (ออกเสียงลูตั้นนะ) ที่ไม่ยอมให้ข้าพเจ้าขึ้นเครื่องบิน เพราะสงสัยเรื่องวีซ่า  แต่เมื่อหล่อนพูดออกมาว่า  ให้หาที่นั่งรอนะ  เดี่ยวจะเรียกอีกครั้ง 

             ข้าพเจ้าก็นึกได้ว่า เรามีเอกสารจากสถานทูตไทย เรื่องเกี่ยวกับหนังสือเดินทางราชไทย โดยไม่ต้องมีวีซ่า  สามารถไปได้ทั้ง ๑๗ ประเทศ  จึงให้หล่อนเมื่อเธอรับแล้วก็เดินเข้าไปในห้องทำงาน ประมาณ ๕  นาที ก็ออกมาแล้วเรียกเรา ว่า  ขอบคุณที่แสดงเอกสารจากสถานทูต แล้วก็บอกว่า  ไม่มีปัญหาในการเดินทาง  ข้าพเจ้าก็โล่งใจหน่อยหนึ่ง  แต่เมื่อถาม ประตูที่ไปยังเครื่องบิน  หล่อนบอกว่า  รอสักครู่  เดี่ยวจะปรากฏที่จอคอมพิวเตอร์   ข้าพเจ้า  ลาเพื่อนและญาติโยมที่มาส่ง  แล้วเดินเข้าในเขตผู้โดยสาร  ก็หาที่นั่งอันสมควรส่วนข้างหนึ่ง  คือ  ไม่ไกลคนอื่นนัก  ไม่ใกล้คนอื่นนัก  และก็มองหาเพื่อนเดินทางสายการบินเดี่ยว

              เมื่อรอนานพอประมาณก็จ้องดูจอที่บอกสายการบิน  เที่ยวบิน เวลาออกและประตู  เหลือเวลาอีกประมาณ ๑๐ นาที เครื่องจะออก  แต่จอไม่ปรากฏว่าทางหรือประตูที่จะไปขึ้นเครื่องบิน  ความรู้สึกในใจก็นึกไปว่า  สงสัยเครื่องบินขัดข้องแน่ ๆ  ก็ถามคุณยายอายุ ๖๗ ปี หญิงชาวอังกฤษว่า คุณยายจะไปไหน  แกก็ตอบว่าจะไป เมืองแฟรงเฟิร์สเหมือนกันและไม่รู้ว่าจะไปประตูไหน  แกก็บอกว่า  หากเรารู้ให้บอกแกด้วย ข้าพเจ้าก็นึกในใจในตอนแรกว่า  จะได้อาศัยคุณยายในการเดินทางครั้งนี้ ยายก็บอกว่า เป็นครั้งแรกที่ฉันจะไป คุณช่วยบอกฉัน ข้าพเจ้าก็เลยกั้นใจพูดว่า ไม่เป็นไร  ไม่มีปัญหา  รอสักประมาณ ๕ นาที ประตูทางที่จะไปก็ปรากฏจึงบอกคุณยายและแกก็เดินตามหลังข้าพเจ้า  เมื่อถึงเครื่องบินและพอนั่งได้สัก ๒ นาที เครื่องบินก็  Take  off  บินออก 

              ในวันนั้นมีผู้ร่วมเดินทาง ประมาณ  ๒๕  คน  เพราะเครื่องบินขนาดเล็ก  และทำให้ผู้โดยสารตื่นเต้นนิดหน่อย เมื่ออยู่บนอากาศดูเครื่องจะสั่นพอประมาณ เหมือนรถไฟเก่าที่วิ่งไปสั่นไป พร้อมกับเสียงว่า ถึงก็ชั่งไม่ถึงก็ชั่ง ข้าพเจ้าก็นึกปลงสังขารว่า  อยู่ที่ไหน ถึงคราวตาย ก็ต้องตาย ไม่ถึงคราวตายก็คงไม่ตาย  อนิจจา วะตะ  สังขารา..สังขารทั้งหลายไม่เที่ยงหนอ เกิดเท่าไร ตายเกลี้ยงไม่เหลือหลอ แม้ตัวหมอก็ต้องตายสัตว์ทั้งหลายมุ่งหน้าไปสู่ความตาย

 

5) ทำอย่างไรเมื่อถูกด่า

 

(คติพระธรรมทูตไทย)

 

มีเรื่องอะไรที่น่าโกรธ อย่าโทษเขา ในเมื่อเรา ไม่เป็นเช่นเขาว่า หากเราเป็นจริงจังดังวาจา เมื่อเขาว่า อย่าโกรธ  เราเป็นจริง   การใช้ชีวิตอยู่ในโลก ไม่ว่าเราจะทำอะไรลงไป  ท่านผู้เป็นปราชญ์สอนไว้ว่า จะมีคนรู้สึกกับเราสามจำพวก 

พวกหนึ่งที่ชอบก็ชื่นชอบ 

พวกที่สองไม่ชอบ ก็ชังแช่ง 

พวกที่สามไม่ชอบไม่ชัง ก็เฉย ๆ

 

เหตุนั้นเมื่อทำอะไร ยิ่งเป็นความถูกต้องไม่ใช่ความถูกใจ  การถูกว่า นินทาเป็นเรื่องธรรม   หากเราเราอดทนได้ต่อคำกล่าวที่หยาบคาย  คำที่เสียดสี หรือคำกล่าวที่แสยงหู  ไม่ยินดีไม่ยินร้าย ทำทำใจเป็นกลางได้   เหมือนช้างตัวประเสริฐที่ลงสู่สงคราม ไม่สะทกสะท้านเพราะลูกศรที่มาจากแหล่งย่อมพ้นจากทุกข์ได้   ในสมัยพระพุทธเจ้าทรงยังพระชนม์อยู่ มีเมืองหนึ่ง เป็นเมืองที่ประชาชนดุร้ายโหดร้าย  เมื่อมีสมณะพระหรือนักบวชไป จะถูกด่าว่า  และทุบตี  จนไม่มีพระหรือสมณะไปอยู่  แต่ก็มีกลุ่มประชาชนส่วนหนึ่งสนใจพระพุทธศาสนาและเป็นชาวพุทธต้องการพระสงฆ์ไปปฏิบัติศาสนกิจ  พระพุทธเจ้าจึงตรัสถามพระภิกษุสงฆ์ว่า  รูปใดจะอาสาไปอยู่โปรดประชาชน  ก็มีพระเถระรูปหนึ่งพร้อมกับเพื่อนสหธรรมิกท่าน  รับอาสาไป  พระพุทธองค์จึงตรัสถามว่า  เธอทราบอยู่มิใช่หรือว่าเมืองนี้  มีประชาชนคนดุร้ายอยู่มาก  พระเถระทูลว่า  ทราบพระเจ้าข้าพระพุทธองค์จึงตรัสถามว่า เมื่อเธอถูกด่า  เธอจะคิดอย่างไร ?  พระเถระจึงตอบว่า เมื่อถูกเขาด่า ข้าพระองค์คิดว่า ถูกเขาด่าดีกว่า ถูกเขาตี

            พระพุทธองค์ทรงถามต่อว่าถ้าถูกเขาทุบตีเล่า จะคิดอย่างไรพระเถระตอบว่าเมื่อถูกเขาทุบตี ข้าพระองค์ คิดว่า ดีกว่าถูกเขาฆ่าพระพุทธองค์จึงตรัสถามต่อว่า เมื่อถูกเขาฆ่า เธอจะคิดอย่างไร? ”

            พระเถระจึงตอบว่า  ข้าพระองค์คิดว่า ถูกเขาฆ่าให้ตายดีกว่า ตนเองด้วยความทุกข์ทรมาน    เมื่อพระพุทธองค์ได้ทรงสดับอย่างนั้น ก็ทรงตรัสสรรเสริญพระเถระ ว่าเป็นผู้สมควรแล้วแก่การอนุเคราะห์ชาวเมืองปรันตะ   

             พระเถระพร้อมสหธรรมิกของท่านก็กราบลาพระพุทธเจ้าไปยังเมืองปรันตะ  และโปรดชาวเมืองปรันตะ  จนบรรลุเป้าหมาย ทำให้ประชาชนได้ดวงตาเห็นธรรม   แม้ท่านจะถูกด่าและถูกคนใจร้ายด่า และทุบตีอย่างไร ในที่สุดท่านก็ชนะกิเลสภายในของท่านได้และเป็นที่พึ่งของชาวโลก

 

 

  6) หลักพระธรรมทูตไทย

 

ในคราวพระบรมศาสดา ทรงส่งพระสาวกรุ่นแรกไปประกาศพระศาสนาด้วยความมีพระเมตตากรุณายิ่งต่อสัพสัตว์ที่เกิดแก่เจ็บในคราวว่า  จรถ   ภิกฺขเว  จาริกํ ชนหิตาย  พหุชนสุขาย  โลกานุกัมปาย ฯลฯ  ใจความว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย  เธอทั้งหลายจงเที่ยวไปสู่ที่จาริก เพื่อประโยชน์ เพื่อความสุขของชนหมู่มาก ฯลฯ และทรงประทานพระโอวาทปาฏิโมกข์  คือหัวข้อสำหรับแสดงธรรม  หรือเป้าหมายแก่พระสาวกใช้ในการเผยแผ่พระธรรมหลักการสอนอยู่ที่ใดให้ยึด

 

หลักการ ๓  คือ  สอนให้ประชาชนละความชั่วทั้งปวง(สัพพปาปัสสะ อะกะระณัง) สอนให้เขาทำดีให้ถึงพร้อม (กุสลสูปสัมปทา)และสอนให้เขาชำระจิตใจให้ผ่องใส (สะจิตตะปะริโยทะปะนัง)  

 

 

อุดมการณ์ ๔  ที่พระธรรมทูตยึดในการปฏิบัติ ขันติ คือความอดทนเป็นเครื่องเผากิเลสอย่างยิ่ง (ขันติ ปะระมัง ตะโป ตีติกขา)

พระพุทธเจ้ากล่าวพระนิพพาน ว่าเป็นธรรมอันยิ่ง ผู้ฆ่าบุคคลอื่นอยู่ไม่ชื่อว่า เป็นบรรพชิต (นะ หิ ปัพพะชิโต ปะรูปะฆาตี) ผู้ทำสัตว์อื่นให้ลำบากอยู่ไม่ชื่อว่า เป็นสมณะ

 

วิธีการ ๖ (ลักษณะธรรมเป็นเครื่องอยู่ของพระธรรมทูต) 

คือการไม่เข้าไปว่าร้าย (อะนูปะวาโท)  การไม่เข้าไปทำร้าย (อะนุปะฆาโต) การสำรวมในปาฏิโมกข์ (ปาฏิโมกเข จะ สังวะโร)

การประกอบความเพียรในการทำจิตให้ยิ่ง (อธิจิตเต จะ อาโยโค)   การรู้จักประมาณในการบริโภคอาหาร (มัตตัญญุตา จะ ภัตตัสมิ)การอยู่ในที่นั่งที่นอนอันสงัด (ปันตัญจะ สะยะนาสะนัง)

 

              แต่เมื่อสรุปเป็นภาษาง่าย ๆ  ว่า  อยู่ที่ใด  อยู่ให้เป็นสุข  พูดอะไร  พูดให้เป็นสุข กินอะไร กินให้เป็นสุข  อยู่ให้เป็นสุข  คือ  อยู่อย่างสันโดษ ในวัตถุ แต่ไม่สันโดษในการทำความดี   พูดให้เป็นสุข  คือ  พูดแล้วตนเอง ก็เป็นสุข  คนอื่นก็ไม่เดือนร้อน  กินให้เป็นสุข  การฉันตามอัตภาพของสมณะ

            หรือ อีกคำหนึ่งว่า   พูดธรรมะให้เขาฟัง  ทำตัวอย่างให้เขาดู  อยู่เป็นสุขอย่างมีธรรมให้เขาเห็น เยือกเย็นเมื่อมีปัญหา และใช้สติปัญญาแก้ไขอย่างเป็นธรรม   มองให้เห็นชัด ๆ  พระธรรมทูตอยู่ที่ใด ก็ให้ยึดหลักว่า   ไม่มีศัตรูอะไรที่ร้ายแรง เท่ากับกิเลสภายในใจเรา  ไม่มีมิตรแท้เท่ากับธรรมะ

------------------------------------------------------------------
@ Copy right @Wat Sri Ratanararm , 
 18 Paulden Avenue, Baguley Manchester
 M23 1PD   ENGLAND @  Phone:(0044) 0161 998 4427
-------------------------------------------------------------------
"ความสุขอยู่ไม่ไกล  ถ้าใจมีเมตตาและรู้จักให้อภัย"